หน้ารายการหลัก
วงจรการปฏิบัติงานตรวจค่าตอบแทนและค่าใช้สอย (นอกเหนือจากการจัดซื้อ / จัดจ้าง)
วงจรการปฏิบัติงานตรวจค่าตอบแทนและค่าใช้สอย (นอกเหนือจากการจัดซื้อ / จัดจ้าง)

หมายเหตุ เมื่อเริ่มลงมือตรวจและหลักฐานถูกต้องครบถ้วน สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 5 – 10 นาที ต่อ 1  เรื่อง

+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
 
++ แนวการตรวจสอบ ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการชั่วคราว ++
 
เรื่องที่ตรวจสอบ     ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการชั่วคราว
วัตถุประสงค์การตรวจสอบ    เพื่อให้การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการถูกต้องตามระเบียบ ฯ
 
ประเด็นการตรวจสอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติงานตรวจอนุมัติ  / วิธีการตรวจสอบ
แหล่งข้อมูล
    หลักฐานการขอเบิกจ่ายเงินถูกต้องครบ ถ้วนตามระเบียบ ฯ
1.
รับเอกสารการขอเบิกค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการจากหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ
2.
ตรวจสอบความครบถ้วนของหลักฐานขอเบิก ประกอบด้วย
2.1

หนังสือเชิญ / เอกสารประชาสัมพันธ์การจัดอบรม  /  ประชุม / สัมมนา จากหน่วยงานอื่น

2.2

หนังสือหรือบันทึกข้อความขอไปราชการ ซึ่งได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการ โดยระบุ สาระสำคัญ ได้แก่

2.2.1

ชื่อผู้เดินทางไปราชการ

2.2.2

สถานที่ที่จะเดินทางไปราชการ

2.2.3
วัน เดือน ปี ที่เดินทางไปราชการ
2.2.4

จำนวนเงินที่ใช้เพื่อเดินทางไปราชการ

 
2.3
คำสั่งให้ไปราชการ
2.4
กรณีเดินทางโดยรถยนต์ของทางราชการจะต้องมีหนังสืออนุมัติให้ใช้รถยนต์ของทางราชการ ระบุชื่อพนักงานขับรถ หมายเลข ทะเบียนรถ วัน เดือน ปี ที่ขอใช้รถยนต์ (ต้องสอดคล้องกับช่วงเวลาที่เดินทางไปราชการ)
2.5

กรณีที่ใช้ยานพาหนะส่วนตัวไปราชการ ต้องแนบหนังสือที่ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการให้ใช้ยานพาหนะส่วนตัวแนบมาพร้อมกับรายงานการเดินทาง

2.6
รายงานการเดินทางไปราชการ ประกอบด้วย
2.6.1

ใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (แบบ 8708) ส่วนที่ 1 มีลายมือชื่อผู้เบิก

2.6.2

ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน กรณีเบิกค่าพาหนะรับจ้าง   ค่าผ่าน ด่วนพิเศษ และค่าธรรมเนียมอื่นๆ มีลายมือชื่อผู้ขอเบิกรับรองรายการจ่ายครบถ้วน

2.6.3
หลักฐานการจ่ายเงินค่าใช้จ่ายเดิน ทางไปราชการ (แบบ 8708) ส่วนที่ 2เป็นรายงานที่สรุปค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าพาหนะ  (ค่ารถรับจ้าง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง  ค่าใช้จ่ายอื่น  ได้แก่ค่าผ่านทางด่วนพิเศษ/ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง / ค่าลงทะเบียนการอบรม ฯ )
2.6.4

ใบเสร็จรับเงินค่าลงทะเบียนการ อบรม / ใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิง / ใบเสร็จรับเงินค่าเช่ารถยนต์ พร้อมสัญญาเช่ารถยนต์ตามแบบฟอร์มที่มหาวิทยาลัยกำหนด / ใบเสร็จค่าเช่าที่พัก

 
3.

แบบใบขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการที่พิมพ์จากระบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านงบประมาณ การเงิน การบัญชี การพัสดุ  และการบริหารสินทรัพย์  โดย

3.1

ลงลายมือชื่อผู้ขออนุมัติ

3.2

เสนอ คณบดี / ผู้อำนวยการสำนัก /  ผู้อำนวยการสถาบัน ลงนาม

4.
นำหลักฐานการขอเบิกส่งกลุ่มบริหารงานคลังและพัสดุ (งานการเงิน)  เพื่อตรวจสอบและขออนุมัติเบิกเงิน
5.
กรณีที่ตรวจแล้วถูกต้องจะบันทึกรายการเตรียมจ่ายเงินในระบบ พิมพ์งบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย และลงนามในใบงบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย
6.
กรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารไม่ถูกต้องจะส่งเรื่อง คืนให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของงบประมาณ พร้อมแจ้งข้อผิดพลาดที่ตรวจพบเพื่อให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมเอกสาร
7.
นำเสนอเอกสารที่ถูกต้องต่อผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติ
7.1

รองอธิการบดีในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท

7.2

อธิการดี หรือรักษาแทนอธิการบดี ในวงเงินที่เกินกว่า 300,000 บาท

8.
เมื่อได้รับอนุมัติให้เบิกเงิน
-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินให้ส่งงานงบประมาณเพื่อวางฏีกา

-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยให้ส่งงานรับจ่ายเงินเพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้เจ้าของเรื่องที่ขอเบิกเงิน

ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
1.
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ  พ.ศ.2550
2.
หนังสือที่ กค 0409.6 / ว 101 ลง วันที่  9 กันยายน  2547 และที่ กค 0409.6 / ว 71 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เกี่ยวกับการเบิกจ่าย ค่าโดยสารเครื่องบิน
3.

หนังสือที่ กค 0409.6 / ว 13 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546  เรื่องหลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ

4.
หนังสือที่ กค 0409.6 / ว 13178 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 เรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมหนังสือ    เดินทาง
5.
หนังสือที่ กค 0409.6 / ว 42  ลงวันที่ 26 กรกฏาคม  2550 เรื่องหลักเกณฑ์การเบิกค่าพาหนะรับ จ้างข้ามเขตจังหวัด เงินชดเชย และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่าย
6.

หนังสือที่ กค 0409.6 / ว 27  ลงวันที่  15 กุมภาพันธ์ 2548  เรื่อง  การเบิกจ่ายเงินค่าผ่านทางด่วนพิเศษ

7.

ระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลังการเก็บรักษาเงินและการนำเงิน ส่งคลัง พ.ศ. 2551

 
++ ข้อควรรู้หรือสิ่งที่พึงระวังสำหรับการเบิกเงินจากการจัดซื้อ หรือ จัดจ้าง ++
1.

กรณีเดินทางไปราชการโดยรถยนต์ของทางราชการ

1.1
ใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงต้องระบุหมายเลขทะเบียนรถยนต์ที่ไปราชการ วัน เดือน ปี   ชื่อและสถานที่อยู่ของผู้ขายตามใบเสร็จรับเงิน  ซึ่งต้องสอดคล้องกับช่วงเวลาและเส้นทางที่  เดินทางไปราชการ
1.2
ใบรับเงินค่าผ่านทางด่วนพิเศษ ระบุวัน เดือน ปี และเส้นทางที่เดินทางต้องสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ได้รับอนุมัติให้เดินทางไปราชการ และต้องจัดทำใบแทนใบเสร็จรับเงินเพื่อรับรองการจ่ายเงินค่าผ่านทางด่วนพิเศษ
2.

กรณีเดินทางไปราชการโดยการใช้พาหนะส่วนตัว ซึ่งหมายความถึง  รถยนต์ส่วนบุคคล หรือ รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล  ซึ่งมิใช่ของทางราชการ  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เดินทางไปราชการ หรือไม่ก็ตาม  โดยให้อัตราดังนี้

2.1
รถยนต์ส่วนบุคคลกิโลเมตรละ 4 บาท
2.2
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล กิโลเมตรละ 2 บาท
3.

การเดินทางไปราชการโดยพาหนะรับจ้างข้ามเขตจังหวัด ระหว่างสถานที่อยู่ ที่พักหรือสถานที่ปฏิบัติราชการกับสถานที่   ยานพาหนะประจำทางหรือสถานที่จัดพาหนะที่ต้องใช้ในการเดินทางไปยังสถานที่ปฏิบัติราชการให้เบิกค่าพาหนะรับจ้างได้เท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินอัตราดังนี้

3.1

การเดินทางข้ามเขตจังหวัดระหว่างกรุงเทพ ฯ กับจังหวัดที่มีเขตติดต่อกรุงเทพฯ
ให้ผู้เดินทางไปราชการเบิกค่าพาหนะรับจ้างได้เท่าที่จ่ายจริงภายในวงเงินเที่ยวละไม่เกิน 600 บาท

3.2
การเดินทางข้ามเขตจังหวัดอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อ 3.1 ให้ผู้เดินทางไปราชการเบิกค่าพาหนะรับจ้างได้เท่าที่จ่ายจริงภายในวงเงินเที่ยวละไม่เกิน 500 บาท
4.

การเดินทางไปราชการเพื่อเข้ารับการอบรมให้เบิกค่าพาหนะเดินทางไปกลับระหว่าง สถานที่อยู่ที่พักกับสถานที่จัดฝึกอบรมในช่วงระหว่างการฝึกอบรม ห้ามเบิกค่าพาหนะรับจ้างให้เบิกได้แค่ค่าพาหนะประจำทาง

5.

ในกรณีไม่มียานพาหนะประจำทาง หรือมีแต่ต้องการความรวดเร็วเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการให้ใช้พาหนะอื่นได้  แต่ผู้เดินทางราชการจะต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นไว้ในหลักฐานการขอเบิกค่าพาหนะ

6.

การนับเวลาเดินทางไปราชการเพื่อคำนวณเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ

6.1

ให้นับตั้งแต่เวลาออกจากสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติจนกลับถึงสถานที่อยู่ หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติ แล้วแต่กรณี

6.2
การนับเวลาเดินทางไปราชการในกรณีมีการพักแรมให้นับยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน ถ้าไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงและ ส่วนที่ไม่ถึงหรือเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้นนับได้เกินสิบสองชั่วโมงให้ถือเป็นหนึ่งวัน
6.3
เวลาเดินทางไปราชการกรณีมิได้มีการพักแรมหากนับได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง และส่วนที่ไม่ถึงนั้นนับได้เกินสิบสองชั่วโมงให้ถือเป็นหนึ่งวัน  หากนับได้ไม่เกินสิบสองชั่วโมงแต่เกินกว่าหกชั่วโมงขึ้นไปให้ถือเป็นครึ่งวัน
อัตราค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการให้เบิกได้ตามอัตราดังนี้
อัตราค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรในลักษณะเหมาจ่าย
ระดับที่ขอเบิก
ประเภท ก.
ระดับ 1 - ระดับ 2
180 บาท/วัน
ระดับ 3 - ระดับ 8
210 บาท/วัน
ระดับ 9 ขึ้นไป
240 บาท/วัน
7.

อัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางในต่างประเทศให้เป็นไปตามอำนาจสั่งการของหัวหน้าส่วนราชการ แต่ไม่เกินสิทธิตามพระราชกฤษฎีกา ฯ การนับเวลาเดินทางไปราชการต่างประเทศให้นับตั้งแต่ประทับตราหนังสือเดินทางออกจากประเทศไทยจนถึงเวลาประทับตราหนังสือเดินทางเข้าประเทศไทย และให้ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางหน้าที่มีชื่อผู้ขอเบิกและหน้าที่ประทับตราเข้าออกประเทศที่เดินทางไปราชการโดยรับรองสำเนาถูกต้องแนบมาพร้อมเรื่องที่ขอเบิก

อัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปต่างประเทศชั่วคราว
กรณีเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางเหมาจ่าย
ระดับที่ขอเบิก
อัตรา (บาท : วัน)
ระดับ 8 ลงมา
2,100 บาท/วัน
ระดับ 9 ขึ้นไป
3,100 บาท/วัน
8.

ค่าเช่าที่พัก  หมายความว่า  ค่าใช้จ่ายในการเช่าห้องพักในโรงแรม หรือที่พักแรม  ค่าเช่าที่พักให้เบิกได้ตามอัตราดังนี้

ระดับที่ขอเบิก
อัตราค่าเช่าที่พักในราชอาณาจักร
ระดับ 1 - ระดับ 8
เหมาจ่ายไม่เกิน 1,000 บาท/วัน
ระดับ 9
เหมาจ่ายไม่เกิน 1,600 บาท/วัน
ระดับ 10 ขึ้นไป
เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 2,500 บาท/วัน
อัตราค่าเช่าที่พักในการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว
บาท : วัน : คน
ระดับที่ขอเบิก
ประเภท  ก
ประเภท ข 
ประเภท ค 
ระดับ  8  ลงมา
ไม่เกิน 7,500 บาท
ไม่เกิน 5,000 บาท
ไม่เกิน 3,100 บาท
ระดับ 9  ขึ้นไป
ไม่เกิน 10,000 บาท
ไม่เกิน 7,000 บาท
ไม่เกิน 4,500 บาท
9.

การเดินทางโดยพาหนะเครื่องบิน  มีหลักเกณฑ์ดังนี้

9.1

ชั้นหนึ่ง  สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งระดับ  10  ขึ้นไป หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า

9.2
ชั้นธุรกิจ หรือชั้นระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นประหยัด หรือชั้นต่ำสุด สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งระดับ  9  หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า
9.3
ชั้นประหยัด หรือชั้นต่ำสุด สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งระดับ  ชั้น หรือยศนอกเหนือจากที่ระบุ ในข้อ 9.1 และ 9.2  ในกรณีที่เครื่องบินที่ใช้เดินทางไม่มีชั้นระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นประหยัด หรือชั้นต่ำสุดให้ผู้ดำรงตำแหน่งตามข้อ  9.2 เดินทางโดยชั้นหนึ่ง
 
++ แนวการตรวจสอบ การตรวจอนุมัติเรื่องค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม หรือประชุม หรือสัมมนา หรือค่าใช้จ่ายในการจัดงาน ++
 
เรื่องที่ตรวจสอบ    การตรวจอนุมัติเรื่องค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม หรือประชุม หรือสัมมนา หรือค่าใช้จ่ายในการจัดงาน
วัตถุประสงค์การตรวจสอบ  เพื่อให้การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม หรือประชุม หรือ สัมมนา หรือค่าใช้จ่ายในการจัดงานถูกต้องตามระเบียบ ฯ
 
ประเด็นการตรวจสอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติงานตรวจอนุมัติ  / วิธีการตรวจสอบ
แหล่งข้อมูล
    หลักฐานการขอเบิกจ่ายเงินถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบฯ
1.
รับเอกสารการขอเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม / ประชุม / สัมมนา / ค่าใช้จ่ายในการจัดงานจากหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ
2.
ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารการขอเบิก ประกอบด้วย
2.1
กรณีดำเนินการ จัดอบรม / ประชุม สัมมนา หรือจัดงานให้หน่วยงานจัดทำหนังสือขออนุมัติโครงการจากระบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านงบประมาณ การเงิน การบัญชี การพัสดุ  และการบริหารสินทรัพย์ โดยระบุสาระสำคัญ ได้แก่
-
หลักสูตร / โครงการ
-
กำหนดการอบรม /  กำหนดการจัดงาน
-
จำนวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม /  แขกผู้เข้าร่วมงาน
-
วัตถุประสงค์ของการอบรม/ประชุม/สัมนา/จัดงาน / ประโยชน์ที่ได้รับ
-
สถานที่ในการฝึกอบรม / จัดงาน
-
แหล่งที่มาของงบประมาณราย ละเอียดของงบประมาณที่ต้องใช้แยกเป็น
ก.
ค่าตอบแทน ได้แก่ ค่าตอบแทนวิทยากร / ค่าตอบแทนกรรมการตัดสิน อัตราค่าตอบแทน / จำนวนวิทยากร/จำนวนกรรมการตัดสิน
ข.
ค่าใช้สอย ได้แก่ ค่าอาหาร / อาหารว่าง และเครื่องดื่ม / ค่าเลี้ยงรับรองแขก / ของรางวัล / เงินรางวัล
ค.
ค่าวัสดุ  ได้แก่  โล่  ของที่ระลึก ฯลฯ
2.2
คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน (ถ้ามี)
2.3

หนังสือขออนุมัติเดินทางไปราชการที่ลงนามอนุมัติโดยหัวหน้าส่วนราชการสำหรับกรณีเข้ารับการอบรมหรือจัดอบรมนอกที่ตั้งสำนักงาน

2.4

บัญชีแสดงการลงลายมือชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง

2.5
หนังสืออนุมัติให้เชิญและเบิกค่าตอบแทนวิทยากร
2.6
หนังสือเชิญให้เป็นวิทยากรที่ออกจากมหาวิทยาลัย
2.7

กรณีที่เชิญวิทยากรผ่านหน่วยงานจะได้รับหนังสือแจ้งรายชื่อของวิทยากร

2.8

ใบสำคัญรับเงินค่าตอบแทนวิทยากร/ใบสำคัญรับเงินค่าอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม/ค่าที่พัก /สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องกรณีจ่ายเงินให้บุคคลธรรมดา

2.9
ดำเนินการตามระบียบพัสดุสำหรับค่าวัสดุที่ใช้ในการจัดงาน  ค่าของที่ระลึก เป็นต้น
2.10

กรณีออกนอกที่ตั้งสำนักงานต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการ โดยจัดทำรายงานการเดินทางไปราชการ   พร้อมแนบใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่พัก/ใบแจ้งรายการโรงแรม (Follio) (ถ้ามี)

2.11
กรณีเข้าร่วมการอบรม / ประชุม / สัมนนาที่หน่วยงานอื่นจัดให้แนบ
-
หนังสือเชิญจากหน่วยงานอื่น หรือ เอกสารการประชาสัมพันธ์การจัดอบรม
-
หนังสือหรือบันทึกข้อความขอไปราชการ/ เข้ารับการฝึกอบรมซึ่งได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการ
-
คำสั่งให้ไปราชการ
-
รายงานการเดินทางไปราชการ (ถ้ามี)
-
ใบเสร็จรับเงินค่าลงทะเบียนการอบรม
-
ใบเสร็จค่าเช่าที่พัก/ใบแจ้งรายการโรงแรม (Follio) (ถ้ามี)
2.12
แบบใบขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการอบรม /  ประชุม / สัมมนา / จัดงาน ที่จัดพิมพ์จาระบบสารสนเทศ ฯ โดย
-
ลงลายมือชื่อผู้ขออนุมัติ
-
เสนอ คณบดี / ผู้อำนวยการสำนัก /  ผู้อำนวยการสถาบัน ลงนาม
3.

กรณีที่กลุ่มบริหารงานคลังและพัสดุ (งานการเงิน) ตรวจแล้วถูกต้องจะบันทึกรายการเตรียมจ่ายเงินในระบบพิมพ์งบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย และลงนามในใบงบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย

4.
กรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ถูกต้องจะส่งเรื่องคืนให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของงบประมาณ พร้อมแจ้งข้อผิดพลาดที่ตรวจพบเพื่อให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมเอกสาร
5.
นำเสนอเอกสารที่ถูกต้องต่อผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติ
5.1

รองอธิการบดี ในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท

5.2

อธิการดี หรือรักษาแทนอธิการบดี ในวงเงินที่เกินกว่า 300,000 บาท

6.
เมื่อได้รับอนุมัติให้เบิกเงิน
-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นงบประมาณแผ่นดินให้ส่งงานงบประมาณเพื่อวางฏีกา

-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยให้ส่งงานรับจ่ายเงินเพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้เจ้าของเรื่องที่ขอเบิก

ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
1.

ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงิน และการนำ เงินส่งคลัง พ.ศ.2551

2.

ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549

3.

ระเบียบ ว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548

4.

ระเบียบมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ว่าด้วยค่าใช้จ่ายเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยในการประชุมอบรม สัมมนานักศึกษา พ.ศ.2551

5.

ประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เรื่อง กำหนดอัตรา และ เงื่อนไขการจ่ายเงินรายได้ของ
มหาวิทยาลัยในการประชุม อบรมสัมนานักศึกษา พ.ศ. 2551

6.

ระเบียบมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ว่าด้วยเงินสมนาคุณผู้บรรยายพิเศษแก่นักศึกษา พ.ศ. 2549

 
++ ข้อควรรู้หรือสิ่งที่พึงระวังสำหรับการเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการจัดอบรม หรือประชุม หรือ สัมมนา ++
1.

บุคลากรของรัฐ  หมายความถึง  ข้าราชการทุกประเภทรวมทั้งพนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

2.

การฝึกอบรม หมายความถึง  การอบรม การประชุมทางวิชาการหรือเชิงปฏิบัติการ การสัมมนาทางวิชาการ หรือเชิงปฏิบัติการ  การบรรยายพิเศษ การฝึกศึกษา การดูงาน  การฝึกงาน หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีโครงการหรือหลักสูตรและช่วงเวลาจัดที่แน่นอนมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาบุคคลหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน  โดยไม่มีการรับปริญญา หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ

3.

การฝึกอบรมระดับต้น หมายความถึง การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกินกึ่งหนึ่งเป็นบุคลากรของรัฐซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 1 ถึงระดับ 2  หรือมีระดับตำแหน่งเทียบเท่าข้าราชการระดับ 1 ถึงระดับ 2

4.

การฝึกอบรมระดับกลาง หมายความถึง การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกินกึ่งหนึ่งเป็นบุคลากรของรัฐซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 3 ถึงระดับ 8  หรือมีระดับตำแหน่งเทียบเท่าข้าราชการระดับ 3 ถึงระดับ 8

5.

การฝึกอบรมระดับสูง หมายความถึง การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกินกึ่งหนึ่งเป็นบุคลากรของรัฐซึ่งเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับ 9 ขึ้นไป  หรือมีระดับตำแหน่งเทียบเท่าข้าราชการระดับ ระดับ 9 ขึ้นไป

6.

การฝึกอบรมบุคคลภายนอก หมายความถึง  การฝึกอบรมที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกินกึ่งหนึ่งมิใช่บุคลากรของรัฐและให้จัดได้เฉพาะการฝึกอบรมในประเทศเท่านั้น

7.

ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หมายความถึง  บุคลากรของรัฐ หรือบุคคลซึ่งมิใช่บุคลากรของรัฐที่เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรม

8.

การดูงาน หมายความถึง  การเพิ่มพูนความรู้หรือประสบการณ์ด้วยการสังเกตการณ์ ซึ่งกำหนดไว้ในโครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรม  หรือกำหนดไว้ในแผนการจัดการประชุมระหว่างประเทศ ให้มีการดูงาน ก่อน ระหว่าง หรือหลังการฝึกอบรม หรือการประชุมระหว่างประเทศ และหมายความรวมถึงโครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรมเฉพาะการดูงานภายในประเทศที่หน่วยงานของรัฐจัดขึ้น

9.

การเบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน การประชุมระหว่างประเทศนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือกำหนดไว้แล้วแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามระเบียบนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ  โดยคำนึงถึงความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยยึดถือประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก ค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่งให้ส่วนราชการผู้จัดการฝึกอบรมเป็นผู้เบิกจ่าย แต่ถ้าจะเบิกจ่ายจากส่วนราชการต้นสังกัดให้ทำได้เมื่อส่วนราชการผู้จัดการฝึกอบรมร้องขอและส่วนราชการต้นสังกัดตกลงยินยอม

10.

การเบิกจ่ายค่าพาหนะเดินทางไปกลับระหว่างสถานที่อยู่  ที่พัก หรือที่ปฏิบัติราชการไปยังสถานที่จัดฝึกอบรมของประธานในพิธี แขกผู้มีเกียรติ ผู้ติดตาม เจ้าหน้าที่ วิทยากร ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ผู้สังเกตการณ์ ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการผู้จัดการฝึกอบรมหรือต้นสังกัด  การเดินทางไปกลับระหว่างสถานที่อยู่ ที่พัก กับสถานที่จัดฝึกอบรมในช่วงระหว่างการฝึกอบรม ห้ามเบิกค่าพาหนะรับจ้าง  ให้เบิกได้แค่ค่าพาหนะประจำทาง

11.

ค่าใช้จ่ายเป็นค่าลงทะเบียน  ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายทำนองเดียวกันที่เรียกชื่ออย่างอื่นสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ในอัตราที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานผู้จัดฝึกอบรมเรียกเก็บ

12.

หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากร

12.1

ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการบรรยาย ให้จ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้ไม่เกิน 1 คน

12.2
ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการอภิปรายหรือสัมนาเป็นคณะ  ให้จ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้ไม่เกิน 5 คน โดยรวมถึงผู้ดำเนินการอภิปรายหรือสัมมนาที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับวิทยากรด้วย
12.3
ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการแบ่งกลุ่มฝึกภาคปฏิบัติ  แบ่งกลุ่มอภิปรายหรือสัมนาหรือแบ่งกลุ่มทำกิจกรรม ซึ่งได้กำหนดไว้ในโครงการ หรือหลักสูตรการฝึกอบรมและจำเป็นต้องมีวิทยากรประจำกลุ่ม ให้จ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้ไม่เกินกลุ่มละ 2  คน
12.4
ชั่วโมงการฝึกอบรมใดมีวิทยากรเกินกว่าจำนวนที่กำหนดตามข้อ 12.1 -12.3 ให้เฉลี่ยจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรไม่เกินภายในวงเงินที่จ่ายได้ตามหลักเกณฑ์
12.5
การนับชั่วโมงการฝึกอบรมให้นับเวลาตามที่กำหนดในตารางการฝึกอบรม โดยไม่ต้องหักเวลาที่พักรับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม  แต่ละชั่วโมงการฝึกอบรมต้องมีกำหนดเวลาการฝึกอบรมไม่น้อยกว่าห้าสิบนาที กรณีกำหนดเวลาการฝึกอบรมไม่ถึงห้าสิบนาทีแต่ม่น้อยกว่ายี่สิบห้านาทีให้เบิกจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้กึ่งหนึ่ง
13.

อัตราค่าสมนาคุณวิทยากร

13.1

วิทยากรที่เป็นบุคลากรของรัฐ ให้ได้รับค่าสมนาคุณวิทยากรสำหรับการฝึกอบรมระดับต้น  การฝึกอบรมระดับกลาง และการฝึกอบรมบุคคลภายนอก ไม่เกินชั่วโมงละ 600 บาทและสำหรับการฝึกอบรมระดับสูงไม่เกินชั่วโมงละ 800 บาท

13.2
วิทยากรที่มิใช่บุคคลตามข้อ 13.1 ได้รับค่าสมนาคุณวิทยากรสำหรับการฝึกอบรมระดับต้น การฝึกอบรมระดับกลางและการฝึกอบรมบุคคลภายนอก ไม่เกินชั่วโมงละ  1,200  บาทและสำหรับการฝึกอบรมระดับสูงไม่เกินชั่วโมงละ 1,600 บาท
13.3

กรณีที่จำเป็นต้องใช้วิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เป็นพิเศษ เพื่อประโยชน์ในการฝึกอบรมตามโครงการหรือหลักสูตรที่กำหนดจะให้วิทยากรได้รับค่าสมนาคุณวิทยากรสูงกว่าอัตราที่กำหนดก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ

132.4
การฝึกอบรมที่ส่วนราชการเป็นผู้จัดหรือจัดร่วมกับหน่วยงานอื่น ถ้าวิทยากรได้รับค่าสมนาคุณวิทยากรจากหน่วยงานอื่นแล้ว ให้ส่วนราชการผู้จัดการฝึกอบรมงดเบิกค่า สมนาคุณวิทยากรจากทางราชการ
13.5
กรณีวิทยากรสังกัดส่วนราชการผู้จัดการฝึกอบรม ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการผู้จัดการฝึกอบรม ที่จะพิจารณาจ่ายค่าสมนาคุณวิทยากรได้ตามความจำเป็นและในอัตราที่เหมาะสมแต่ต้องไม่เกินอัตราตามข้อ 13.1
14.

ในโครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรมที่มีการจัดอาหารให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตรานี้

อัตราค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มในการฝึกอบรม
ระดับการฝึกอบรม
ฝึกอบรมในสถานที่ของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
ฝึกอบรมในสถานที่ของเอกชน
อาหารว่างและเครื่องดื่ม
เครื่องดื่ม
อาหารว่างและเครื่องดื่ม
เครื่องดื่ม
ทุกระดับ
ไม่เกิน  25 บาท/ครึ่งวัน/คน
ไม่เกิน  10 บาท/ครึ่งวัน/คน
ไม่เกิน  50 บาท/ครึ่งวัน/คน
ไม่เกิน  20 บาท/ครึ่งวัน/คน
อัตราค่าอาหารในการฝึกอบรม บาท / วัน / คน
ระดับการฝึกอบรม
ฝึกอบรมในสถานที่ของทางราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
ฝึกอบรมในสถานที่ของเอกชน
ในประเทศ
ในต่างประเทศ
ในประเทศ
ในต่างประเทศ
จัดครบทุกมื้อ
จัดไม่ครบทุกมื้อ
จัดครบทุกมื้อ
จัดไม่ครบทุกมื้อ

ระดับต้น -ระดับกลาง (ระดับ 1-8)   และบุคคลภายนอก

 
ไม่เกิน 500 บาท
ไม่เกิน 300 บาท
ไม่เกิน 2,500 บาท
ไม่เกิน 800 บาท
ไม่เกิน 500 บาท
ไม่เกิน 2,500 บาท

ระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไป)

ไม่เกิน 700 บาท
ไม่เกิน 500 บาท
ไม่เกิน 2,500 บาท
ไม่เกิน 1,000 บาท
ไม่เกิน 700 บาท
ไม่เกิน 2,500 บาท
15.

กรณีที่โครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรมมีการจัดที่พักและออกค่าที่พักให้  ให้ส่วนราชการ ผู้จัดการฝึกอบรมเบิกจ่ายค่าเช่าที่พักเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราและเกณฑ์ดังนี้

15.1

การจัดที่พักให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมระดับต้น การฝึกอบรมระดับกลาง  การฝึกอบรมบุคคลภายนอก  ผู้สังเกตการณ์ และเจ้าหน้าที่ที่มีระดับตำแหน่งไม่สูงกว่าระดับ 8 หรือเทียบเท่า  ให้พักรวมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยให้พักห้องพักคู่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ไม่เหมาะสม หรือมีเหตุจำเป็นไม่อาจพักรวมกับผู้อื่นได้ หัวหน้าส่วนผู้จัดการฝึกอบรมอาจจัดให้พักห้องพักคนเดียวได้

15.2
ผู้สังเกตการณ์ และเจ้าหน้าที่ที่มีระดับตำแหน่งตั้งแต่ข้าราชการะดับ 9 หรือเทียบเท่าขึ้นไปจะจัดให้พักห้องพักเดี่ยวก็ได้
อัตราค่าเช่าที่พักในการฝึกอบรมภายในประเทศสำหรับกรณีที่ผู้จัดการฝึกอบรมเป็นผู้ประสานงาน มีดังนี้
ระดับการฝึกอบรม
ค่าเช่าห้องพักคนเดียว
ค่าเช่าห้องพักคู่
ระดับต้น (ระดับ 1-8) และบุคคลภายนอก
ไม่เกิน 1,200 บาท/วัน/คน
ไม่เกิน 750 บาท/วัน/คน
ระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไป)
ไม่เกิน 2,000 บาท/วัน/คน
ไม่เกิน 1,100 บาท/วัน/คน
16.

กรณีส่วนราชการผู้จัดฝึกอบรมจัดอาหารให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม  ในการเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการแต่ละวันให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้

16.1

การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหารทุกมื้อ ให้งดเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

16.2
การฝึกอบรมที่มีการจัดอาหารไม่ครบทุกมื้อ ให้เบิกจ่ายได้ตามความเหมาะสมไม่เกิน 2 ใน 3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางเหมาจ่าย
16.3
กรณีที่ค่าลงทะเบียนการฝึกอบรมได้รวมค่าอาหาร ค่าที่พัก หรือค่ายานพาหนะแล้วให้งดเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการตามพระราชกฤษฏีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
17.

ค่าพาหนะเดินทางยกเว้นค่าโดยสารเครื่องบินให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วน ผู้จัดการฝึกอบรมพิจารณาให้เบิกจ่ายตามที่จ่ายจริง หรือให้เบิกในลักษณะเหมาจ่ายตามความจำเป็น และเหมาะสม

18.
ในกรณีที่ส่วนราชการผู้จัดการฝึกอบรมประสงค์จะจ้างฝึกอบรมในโครงการหรือหลักสูตรการฝึกอบรมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้ดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์อัตราค่าใช้จ่ายตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ถ้าใช้เครื่องบินโดยสารเป็นยานพาหนะในการเดินทางไปฝึกอบรมในต่างประเทศ ให้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและหนังสือกระทรวงการคลังที่กำหนดในเรื่องดังกล่าว  การเบิกค่าใช้จ่ายให้ใช้ใบเสร็จรับเงินของผู้รับจ้างเป็นหลักฐานการเบิกจ่าย
19.
กรณีที่จ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดอบรม / ประชุม / สัมมนา / จัดงาน ให้กับบุคคลธรรมดาต้องแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงินพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
20.

การเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดประชุม /  อบรม /  สัมมนาสำหรับบุคลากรของรัฐสามารถเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย  ยกเว้นการจัดอบรม / ประชุม /  สัมมนาที่จัดนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานและเบิกค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการจากเงินงบประมาณแผ่นดินเบิกจ่ายได้เฉพาะบุคคลที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัยที่จ้างด้วยเงินงบประมาณแผ่นดิน  บุคลากรนอกเหนือจากที่กล่าวให้เบิกจ่ายจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย

 
++ ข้อควรรู้หรือสิ่งที่พึงระวังสำหรับการเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงาน ++
1.

ค่าใช้จ่ายในการจัดงานเป็นการจัดงานตามภารกิจปกติ หรือตามนโยบายของทางราชการ เช่น การจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาของส่วนราชการ การจัดงานนิทรรศการ การจัดงานแถลงข่าว การจัดการประกวดหรือแข่งขัน หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ   ให้หัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณพิจารณาอนุมัติการเบิกค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น เหมาะสม และ ประหยัด

2.

กรณีส่วนราชการประสงค์จะจ้างจัดงาน  ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ โดยให้ใช้ใบเสร็จรับเงินของผู้รับจ้างในการจัดงานเป็นหลักฐานการจ่าย

 
++ ข้อควรรู้หรือสิ่งที่พึงระวังสำหรับการเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการจัดอบรม หรือประชุม หรือสัมมนาสำหรับนักศึกษา หรือเงินค่าสมนาคุณผู้บรรยายพิเศษ ++
1.

การอบรม / ประชุม / สัมมนา ที่เบิกจ่ายจะต้องดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยจัดขึ้น รวมทั้งที่มหาวิทยาลัยส่งนักศึกษาเข้าอบรม / ประชุม / สัมมนา ที่หน่วยงานอื่นจัดด้วย

2.

หลักเกณฑ์การเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับค่าอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่มมีดังนี้

อัตราค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มในการฝึกอบรม
ผู้รับการฝึกอบรม
ฝึกอบรมในสถานที่ของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
ฝึกอบรมในสถานที่ของเอกชน
อาหารว่างและเครื่องดื่ม
เครื่องดื่ม
อาหารว่างและเครื่องดื่ม
เครื่องดื่ม
นักศึกษา/ผู้ควบคุม/ผู้จัด
ไม่เกิน  25 บาท/ครึ่งวัน/คน
ไม่เกิน  10 บาท/ครึ่งวัน/คน
ไม่เกิน  50 บาท/ครึ่งวัน/คน
ไม่เกิน  20 บาท/ครึ่งวัน/คน
อัตราค่าอาหารในการฝึกอบรมี้
ผู้รับการฝึกอบรม
ฝึกอบรมในสถานที่ของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
ฝึกอบรมในสถานที่ของเอกชน
จัดครบทุกมื้อ
จัดไม่ครบทุกมื้อ
จัดครบทุกมื้อ
จัดไม่ครบทุกมื้อ
นักศึกษา/ผู้ควบคุม/ผู้จัด
ไม่เกิน 150 บาท/วัน/คน
ไม่เกิน 75 บาท/วัน/คน
ไม่เกิน 200 บาท/วัน/คน
ไม่เกิน 125 บาท/วัน/คน
3.

วิทยากรต้องเป็นบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยเท่านั้นและให้เบิกค่าตอบแทนได้ไม่เกินชั่วโมงละ 600 บาทต่อคน นอกจากนี้ วิทยากรที่ได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการมีสิทธิเบิกค่าพาหนะ และค่าที่พักตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ

4.

ค่าใช้จ่ายสำหรับเดินทางไปอบรม / ประชุม / สัมมนา หรือนำเสนอผลงานเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินเที่ยวละ 200 บาทต่อคน

5.

ค่าที่พักให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินวันละ 300 บาทต่อคน

6.

ค่าลงทะเบียนให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง

7.

การเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดประชุม /  อบรม /  สัมมนาสำหรับนักศึกษาเบิกจ่ายเงินได้เฉพาะเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยเท่านั้น

8.

ผู้บรรยายพิเศษ  หมายความว่า  วิทยากรซึ่งเป็นบุคคลภายนอกสังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีหรือ มิได้สังกัดส่วนราชการอื่นที่อยู่ในระหว่างมาช่วยราชการประจำมหาวิทยาลัย  ซึ่งได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษแก่นักศึกษาโดยการบรรยายนี้จะต้องมีหัวข้อเรื่องที่บรรยาย กำหนดวันเวลาในการบรรยาย  จำนวนนักศึกษาที่เข้าฟังคำบรรยาย  และต้องได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัย ผู้บรรยายพิเศษจะได้รับเงินค่าสมนาคุณการบรรยายเป็นรายชั่วโมง   ชั่วโมงละไม่เกิน 2,000 บาท โดยทำเป็นประกาศมหาวิทยาลัย และไม่มีสิทธิเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ  แต่มีสิทธิเบิกค่าพาหนะ และค่าที่พักตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการ

 
++ แนวการตรวจสอบ การตรวจอนุมัติเรื่องค่าตอบแทนการปฏิบัติงานอกเวลาราชการ  หรือค่าตอบแทนนักศึกษาช่วยปฏิบัติงานราชการ ++
 
เรื่องที่ตรวจสอบ    การตรวจอนุมัติเรื่องค่าตอบแทนการปฏิบัติงานอกเวลาราชการ  หรือค่าตอบแทนนักศึกษาช่วยปฏิบัติงานราชการ
วัตถุประสงค์การตรวจสอบ  เพื่อให้การเบิกจ่ายค่าตอบแทนถูกต้องตามระเบียบ ฯ
 
ประเด็นการตรวจสอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติงานตรวจอนุมัติ  / วิธีการตรวจสอบ
แหล่งข้อมูล
    หลักฐานการขอเบิกจ่ายเงินถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบ ฯ
1.
รับเอกสารการขอเบิกจากหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ
2.
ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารการขอเบิกประกอบด้วย
2.1
หนังสือขออนุมัติปฏิบัติงานนอกเวลาราชการหรือให้นักศึกษาช่วยงานราชการ  โดยมีสาระสำคัญดังนี้
-
รายชื่อผู้ปฏิบัติงาน
-
กำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการปฏิบัติงาน
-
เหตุผลและความจำเป็นสำหรับการขอปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ / นักศึกษาที่ช่วยงานราชการ
-
ให้ระบุระเบียบไว้ในบันทึก/ หนังสืออนุมัติให้ปฏิบัติงาน
-
คำสั่งให้ปฏิบัติงาน (ถ้ามี)
-
ระบุแหล่งงบประมาณ และจำนวนเงินที่ประมาณการจ่าย
2.2
ใบลงเวลาการปฏิบัติงานและลงนามรับรองการปฏิบัติงาน/ผู้ควบคุมงาน
2.3

แบบฟอร์มหลักฐานการขอรับเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ/นักศึกษาช่วยปฏิบัติ งานราชการ

2.4

แบบใบขอเบิกเงินค่าตอบเทนที่พิมพ์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านงบประมาณ  การเงิน การบัญชี การพัสดุ  และการบริหารสินทรัพย์  โดย

-
ลงลายมือชื่อผู้ขออนุมัติ
-
เสนอ คณบดี / ผู้อำนวยการสำนัก /  ผู้อำนวยการสถาบัน ลงนาม
3.

กรณีที่กลุ่มบริหารงานคลังและพัสดุ (งานการเงิน)   ตรวจแล้วถูกต้องจะบันทึกรายการเตรียมจ่ายเงินในระบบ พิมพ์งบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย และลงนามในใบงบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย

4.
กรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารไม่ถูกต้องจะส่งเรื่องคืนให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของงบประมาณพร้อมแจ้งข้อผิดพลาดที่ตรวจพบเพื่อให้แก้ไข หรือเพิ่มเติมเอกสาร
5.
นำเสนอเอกสารที่ถูกต้องต่อผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติ
5.1

รองอธิการบดี ในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท

5.2

อธิการดี หรือรักษาแทนอธิการบดี ในวงเงินที่เกินกว่า 300,000 บาท

6.
เมื่อได้รับอนุมัติให้เบิกเงิน
-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นงบประมาณแผ่นดินให้ส่งงานงบประมาณเพื่อวางฏีกา

-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยให้ส่งงานรับจ่ายเงินเพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้เจ้าของเรื่องที่ขอเบิก

ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
1.

ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ พ.ศ.2550

2.

หนังสือที่ กค 0409.7/ ว34 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2547 เรื่อง การเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนักเรียน นักศึกษา  ที่ช่วยปฏิบัติงานราชการ

 
++ ข้อควรรู้หรือสิ่งที่พึงระวังสำหรับการเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ++
1.

การปฏิบัติงานนอกเวลาราชการต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการ  เจ้าของงบประมาณ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายก่อนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ  โดยให้พิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นต้องอยู่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ  เพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ และให้คำนึงถึงความเหมาะสม

2.

กรณีที่มีราชการจำเป็นเร่งด่วนต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการโดยยังไม่ได้รับอนุมัติให้รีบดำเนินการขออนุมัติจากผู้มีอำนาจและให้แจ้งเหตุผลแห่งความจำเป็นที่ไม่อาจขออนุมัติก่อน

3.

กรณีได้รับคำสั่งให้เดินทางไปราชการ และการจัดประชุมของทางราชการจะไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทน เว้นแต่ได้รับอนุมัติให้ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการก่อนการเดินทาง  หากการเดินทางไปราชการเสร็จสิ้นและกลับถึงที่ตั้งสำนักงานวันใดและจำเป็นต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในวันนั้น ให้มีสิทธิเบิกค่าตอบแทนได้

4.

การเบิกค่าตอบแทนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตราดังนี้

4.1

การปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในวันทำการ ให้มีสิทธิเบิกเงินตอบแทนได้ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมงในอัตราชั่วโมงละ 50 บาท

4.2
การปฏิบัติงาน ในวันหยุดราชการ ให้มีสิทธิเบิกเงินตอบแทนได้ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมงในอัตราชั่วโมงละ 60 บาท
4.3
กรณีที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานซึ่งเป็นภารกิจหลักของหน่วยงานเป็นครั้งคราว หรือเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้หน่วยงานปฏิบัติ โดยมีกำหนดระยะเวลาแน่นอนและมีลักษณะเร่งด่วน เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือประโยชน์สาธารณะ หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งการให้ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการติดต่อกัน  โดยให้มีสิทธิเบิกค่าตอบแทนเป็นรายครั้งไม่เกินครั้งละ 7 ชั่วโมง ในอัตราชั่วโมงละ 60 บาท
4.4
การปฏิบัติงานนอกเวลาราชการที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนอื่นของทางราชการสำหรับการปฏิบัติงานนั้นแล้วให้เบิกได้ทางเดียว
5.

ีการปฏิบัติงานที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่มีสิทธิ์เบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ มีดังนี้

5.1

การอยู่เวรรักษาการณ์ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือตามระเบียบหรือคำสั่งอื่นใดเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ  การปฏิบัติงานนอกเวลาราชการไม่เต็มจำนวนชั่วโมง

5.2
ในกรณีมีผู้ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการร่วมกันหลายคน  ให้มีผู้ปฏิบัติงานคนหนึ่ง คนใดเป็นผู้รับรองการปฏิบัติงาน  หากเป็นการปฏิบัติงานเพียงลำพังคนเดียว ให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นเป็นผู้รับรอง  และให้รายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้มีอำนาจอนุมัติภายใน 15 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน
 
++ ข้อควรรู้หรือสิ่งที่พึงระวังสำหรับการเบิกเงินค่าตอบแทนนักศึกษาช่วยปฏิบัติงานราชการ ++
1.

ให้ส่วนราชการพิจารณาภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการแต่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ และพิจารณาแล้วว่านักเรียน นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานนั้นได้

2.

นักเรียน / นักศึกษาต้องมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้น (จบมัธยมศึกษาปีที่ 3) และอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี

3.

อัตราค่าตอบแทนและระยะเวลาการปฏิบัติงานมีดังนี้

3.1

ปฏิบัติงานเต็มวันไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาหยุดพัก ค่าตอบแทนวันละ 200 บาท

3.2
ปฏิบัติงานครึ่งวันไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง (ช่วงเช้า / ช่วงบ่าย)  ค่าตอบแทน 100 บาท
3.3
กรณีไม่เข้าตามข้อ 3.1 และ 3.2 ให้จ่ายค่าตอบแทนเมื่อปฏิบัติงานครบ 1 ชั่วโมง ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 25 บาท
 
++ แนวการตรวจสอบ การตรวจอนุมัติเรื่องค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย หรือค่าสอนภาคพิเศษ หรือ ค่านิเทศนักศึกษาภาคพิเศษ ++
 
เรื่องที่ตรวจสอบ    แนวการตรวจสอบ การตรวจอนุมัติเรื่องค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย หรือค่าสอนภาคพิเศษ หรือ ค่านิเทศนักศึกษาภาคพิเศษ
วัตถุประสงค์การตรวจสอบ  เพื่อให้การเบิกจ่ายค่าตอบแทนถูกต้องตามระเบียบ ฯ
 
ประเด็นการตรวจสอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติงานตรวจอนุมัติ  / วิธีการตรวจสอบ
แหล่งข้อมูล
    หลักฐานการขอเบิกจ่ายเงินถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบ
1.
รับเอกสารการขอเบิกจากหน่วยงานเจ้าของ งบประมาณ
2.

ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารการขอเบิก  ดังน

 
ี้ กรณีเบิกค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย
-
โครงการที่ได้รับอนุมัติให้จ้างอาจารย์พิเศษ  ระบุ  แหล่งงบประมาณ  จำนวนเงินที่ประมาณการเบิกจ่าย  รายวิชาที่สอน ชื่อของอาจารย์พิเศษ
-
หนังสือขออนุมัติจ้างอาจารย์พิเศษ ซึ่งได้รับอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมาย
-
ตารางสอนที่ปรากฏ ชื่ออาจารย์พิเศษ วันเวลาที่ทำการสอน จำนวนชั่วโมงที่ระบุว่าเป็นทฤษฏี/ ปฏิบัติ  และระดับของนักศึกษา
-
หนังสือเชิญจากมหาวิทยาลัยถึงอาจารย์พิเศษ
-
คำสั่งแต่งตั้งอาจารย์พิเศษ
-
ใบลงเวลาสอน
-
แบบใบเบิกเงินค่าสอนพิเศษ สรุปวันที่ที่สอนจำนวนชั่วโมงที่สอน และจำนวนเงินค่าสอนพิเศษที่ลงลายมือชื่อโดยผู้ทำ และลงลายมือชื่อผู้รับรองโดยคณบดี
-
แบบหน้างบใบสำคัญค่าสอนพิเศษประกอบฎีกา ที่....
-

แบบฟอร์มหลักฐานการจ่ายเงินอื่นๆ (แบบ บก-กจ. 9)

-
บันทึกข้อความขออนุมัติเบิกเงินค่าจ้างอาจารย์พิเศษลงลายมือชื่อผู้ขออนุมัติ และคำรับรองของคณบดี
กรณีเบิกค่าสอน / ค่านิเทศนักศึกษาภาคพิเศษ
-
โครงการที่ได้รับอนุมัติระบุแหล่งงบประมาณ จำนวนเงินที่ประมาณการเบิกจ่าย
-
คำสั่งแต่งตั้งอาจารย์สอนภาคพิเศษ / อาจารย์นิเทศ
-
กรณีเบิกค่าสอนให้แนบตารางสอนที่ปรากฏ ชื่อ อาจารย์ผู้สอน วันเวลาที่ทำการสอน สถานที่ที่ทำการสอน
-
ใบลงเวลาสอน  /  แบบใบเบิกเงินค่าสอนที่สรุป จำนวนชั่วโมงที่สอน และจำนวนเงินที่ขอเบิก  ลงลายมือชื่อผู้สอน  ลงลายมือชื่อคณบดี
-
กรณีเบิกค่านิเทศให้แนบตารางสอนที่ตรงตามภาคเรียนที่ทำการนิเทศเป็นรายบุคคล ได้แก่ตารางสอน ภาคปกติ และภาคพิเศษ
-

แบบฟอร์มหลักฐานการจ่ายเงินอื่นๆ (แบบ บก-กจ. 9)

-
ใบแจ้งการโอนเงินผ่านธนาคาร จำนวน 4 ฉบับ ลงลายมือชื่อรับรองโดยคณบดี
-
บันทึกข้อความขออนุมัติเบิกเงินที่พิมพ์จากระบบลง ลายมือชื่อผู้ขออนุมัติ และคณบดี
3.

กรณีที่กลุ่มบริหารงานคลังและพัสดุ (งานการเงิน) ตรวจแล้วถูกต้องจะบันทึกรายการเตรียมจ่ายเงินในระบบ พิมพ์งบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย และลงนามในใบงบหน้าใบสำคัญคู่จ่าย

4.
กรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารไม่ถูกต้องจะส่งเรื่องคืนให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของงบประมาณพร้อมแจ้งข้อผิดพลาดที่ตรวจพบเพื่อให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมเอกสาร
5.
นำเสนอเอกสารที่ถูกต้องต่อผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติ
5.1

รองอธิการบดี ในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท

5.2

อธิการดี หรือรักษาแทนอธิการบดี ในวงเงินที่เกินกว่า 300,000 บาท

6.
เมื่อได้รับอนุมัติให้เบิกเงิน
-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นงบประมาณแผ่นดินให้ส่งงานงบประมาณเพื่อวางฏีกา

-

กรณีที่เอกสารการขอเบิกเป็นเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยให้ส่งงานรับจ่ายเงินเพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้เจ้าของเรื่องที่ขอเบิก

ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
1.

ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2533

2.

หนังสือที่ กค 0502 / ว 93 ลง วันที่  3 กรกฏาคม 2533 เรื่อง การเบิกจ่ายค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย

3.

หนังสือที่ กค 0502 / ว 93 ลง วันที่  3 กรกฏาคม 2533 เรื่อง การเบิกจ่ายค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย

 
++ ข้อควรรู้หรือสิ่งที่พึงระวังสำหรับการตรวจค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย หรือค่าสอนภาคพิเศษ หรือค่านิเทศภาคพิเศษ ++
1.

การสอนหลักสูตรต่ำกว่าระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย ให้เบิกค่าสอนพิเศษตามระเบียบการจ่ายเงินค่าสอนพิเศษในสถานศึกษาของทางราชการ

2.

การสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย ให้เบิกการจ่ายเงินค่าสอนตามระเบียบการจ่ายเงินค่าสอนพิเศษในมหาวิทยาลัย

อัตราค่าจ้างสอนพิเศษ
ระดับ

กาสอนภาคทฤษฏี อัตราหน่วยชั่วโมงละไม่เกิน (บาท)

กาสอนภาคปฏิบัติ อัตราหน่วยชั่วโมงละไม่เกิน (บาท)

อนุปริญญา
200
100
ปริญญาตรี
300
150
สูงกว่าระดับปริญญาตรี
400
200
3.

การสอนหนึ่งหน่วยชั่วโมงต้องมีเวลาสอนไม่น้อยกว่า 50 นาที

4.

อัตราค่าสอนภาคพิเศษ / ค่านิเทศให้เบิกจ่ายได้ตามประกาศของมหาวิทยาลัยที่ออกมาบังคับใช้

5.

กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอาจารย์ผู้สอน หรือเปลี่ยนแปลงวันที่ทำการสอน หรือเปลี่ยนแปลงชื่อผู้สอนให้แนบใบเปลี่ยนแปลงที่ได้รับอนุมัติมาพร้อมเรื่องที่ขอเบิก

6.

การนิเทศในกระบวนการจัดการฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาทั้งในและนอกเวลาราชการ การนิเทศกระทำได้ทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย  โครงการนิเทศนั้นต้องได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัย โดยต้องมีเวลาไปนิเทศ ณ แหล่งฝึกงาน / แหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงติดต่อกันในหนึ่งวัน

7.

สูตรการคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับจ่ายเป็นค่าสอนและ/ค่านิเ ทศและ/ ค่าพาหนะที่เดินทางไปศูนย์นอกมหาวิทยาลัยในกระบวนการจัดการฝึกงานหรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษามีดังนี้

จำนวนหน่วยกิต คูณ (จำนวนเงินค่าลงทะเบียน 300 บาท หัก ค่าวัสดุฝึก 100 บาท) คูณ จำนวนคน คูณ 80 %
8.

เพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปด้วยความถูกต้องรวดเร็ว ผู้ที่มีหน้าที่จัดทำเอกสารการขอเบิกค่าสอนภาคพิเศษควรตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้ให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนนำส่งกลุ่มบริหารงานคลังและพัสดุ (งานการเงิน)

8.1

คำสั่งและประกาศต้องตรงตามภาคการศึกษาที่ขอเบิก

8.2
ใบแจ้งการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร พร้อมคณบดีรับรองจำนวน 4 ฉบับ โดยแนบมาพร้อมเรื่องที่ขอเบิกและเลขที่บัญชีที่โอนเงินเข้าธนาคารต้องถูกต้องตรงกับชื่อของอาจารย์ผู้สอน และยังมิได้ยกเลิกการใช้สมุดบัญชีเงินฝากเลขที่ดังกล่าว   ตรวจสอบยอดรวมของจำนวนเงินที่ขอเบิกทั้งที่เป็นตัวเลขและตัวอักษร
8.3

การลงนามปฏิบัติงานใน แบบใบลงเวลาสอนต้องตรงกับตารางสอนในภาคการศึกษานั้น

8.4
แนบใบขออนุมัติสอนชดเชยหรือใบเปลี่ยนแปลงวันที่สอนหรือเปลี่ยนแปลงอาจารย์ผู้สอน (ถ้ามี)
8.5
ตรวจสอบอัตราค่าสอนนักศึกษาภาคพิเศษ กับจำนวนนักศึกษาว่าอัตราที่ถูกต้องตรงกับที่ระบุในประกาศจ่ายค่าสอน
8.6
ตรวจสอบการลงนามเบิกค่านิเทศว่าเป็นการลงนามซ้อนกับเวลาที่ต้องปฏิบัติงานสอนนักศึกษาภาคปกติ หรือภาคพิเศษหรือไม่
 
++ ข้อควรรู้เกี่ยวกับระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง ++
1.

ความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง มีอัตราโทษปรับทางการปกครอง 4 ชั้น คือ

-

โทษชั้นที่ 1 โทษปรับไม่เกินเงินเดือน 1 เดือน

-
โทษชั้นที่ 2 โทษปรับเท่ากับเงินเดือนตั้งแต่ 2 เดือน ถึง 4 เดือน
-

โทษชั้นที่ 3 โทษปรับเท่ากับเงินเดือนตั้งแต่ 5 เดือน ถึง 8 เดือน

-
โทษชั้นที่ 4 โทษปรับเท่ากับเงินเดือนตั้งแต่ 9 เดือน ถึง 12 เดือน
2.

ความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง ประกอบด้วย 7 ส่วน คือ

-

ความผิดเกี่ยวกับการรับเงินการเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่ง

-
ความผิดเกี่ยวกับการเบิกเงิน และการจ่ายเงิน
-

ความผิดเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณและการก่อหนี้ผูกพัน

-
ความผิดเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้
-
ความผิดเกี่ยวกับเงินยืม
-
ความผิดเกี่ยวกับการพัสดุ
-
ความผิดอื่น ๆ เช่น จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์  ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
3.

ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง  ระบุว่า  “ เจ้าหน้าที่ผู้ใดจงใจฝ่าฝืนมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการเงินของรัฐถือว่ากระทำความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังต้องรับโทษปรับทางปกครองตามระเบียบนี้ “

4.

ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง  ระบุว่า  “ หากการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียว  เป็นความผิดตามระเบียบนี้หลายข้อให้ใช้ระเบียบข้อที่มีโทษปรับทางการปกครองชั้นสูงสุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด “

ตารางแสดงความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังและโทษปรับทางการปกครอง

ความผิดวินัยทาง
งบประมาณและการคลัง

ลักษณะของความผิด
ระดับของผู้ปฏิบัติ
โทษปรับทางการปกครอง
     ความผิดเกี่ยวกับการรับเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่ง
1. มีหน้าที่จัดเก็บเงิน หรือรับชำระเงิน  ได้รับชำระเงินแล้วไม่ทำหลักฐานการรับเงินหรือไม่ออกหลักฐานหรือใบเสร็จรับเงิน ให้แก่ผู้ชำระเงิน หรือไม่นำเงินส่งหรือไม่นำงินเข้าฝากหรือเก็บรักษาในธนาคารหรือสถานที่ที่เป็นที่เก็บรักษาเงินของหน่วยงานภายในระยะเวลาที่กฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้กำหนด
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 1
ชั้นที่ 2
2. ไม่นำส่งเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบภายในระยะเวลาที่กฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้กำหนดและเป็นการกระทำต่อเงินรายได้แผ่นดิน หรือเงินเบิกเกินส่งคืน
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 2
ชั้นที่ 3
3. กระทำความผิดตาม ข้อ 1 และเป้นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 2
ชั้นที่ 3
4. กระทำความผิดตาม ข้อ 2 และเป้นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
     ความผิดเกี่ยวกับการเบิกเงิน และการจ่ายเงิน
1. มีหน้าที่เบิกเงินหรือจ่ายเงินปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
2. มีหน้าที่จ่ายเงิน จ่ายเงินโดยไม่ มีหลักฐานตามกฎหมาย หรือทำหลักฐานการเบิกเงินเป็นเท็จ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
3. กระทำความผิดตาม ข้อ 1 และข้อ 2 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
     ความผิดเกี่ยวกับเงินยืม
1. ผู้มีอำนาจหน้าที่อนุมัติให้ยืมหรือจ่ายเงินยืมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 3
 
2. ละเลยหน้าที่ไม่เร่งรัด หรือติดตามทวงคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กฎหมาย หรือระเบียบที่ใช้บังคับกำหนดเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 2
ชั้นที่ 2
     ความผิดเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ และการก่อหนี้ผูกพัน
1. มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับเงินงบประมาณกระทำการจ่ายเงิน หรือก่อหนี้ผูกพันก่อนที่จะได้รับเงินประจำงวด หรือจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันโดยไม่มีเงินงบประมาณกำหนดไว้ในรายการนั้นๆ และเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ หรือนอกเหนือจากอำนาจตามกฎหมาย หรือระเบียบที่ใช้บังคับ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
2. กระทำความผิดตามข้อ 1 และเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 4
ชั้นที่ 4
3. มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับเงินงบประมาณละเลยไม่เร่งรัดจัดการ หรือดำเนินการตามแผนงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
     ความผิดเกี่ยวกับการพัสดุ
1. ดำเนินการจัดซื้อ/จัดจ้างโดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือระเบียบโดยมิชอบ  แบ่งแยกวงเงินจัดซื้อ / จัดจ้างเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อ/สั่งจ้าง หรือวิธีการสั่งซื้อ / สั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไปจากที่กฎหมาย หรือระเบียบ ฯกำหนดไว้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 4
ชั้นที่ 4
2. มีหน้าที่พิจารณาผลการประกวดราคา หรือเปิดซองสอบราคา รับพิจารณาผู้เสนอราคาที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขโดยรู้ หรือควรรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
3. มีหน้าที่ทำสัญญาซื้อขายหรือจ้างปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 4
ชั้นที่ 4
4. มีหน้าที่ควบคุมงาน หรือตรวจการจ้าง ไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
5. มีหน้าที่ควบคุมงานหรือตรวจการจ้าง หรือมีหน้าที่ตรวจรับพัสดุปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัคิหน้าที่ตามกฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 4
ชั้นที่ 4
6. มีหน้าที่ในการเบิกจ่ายพัสดุ หรือจัดทำบัญชี หรือทะเบียนพัสดุ  หรือตรวจสอบพัสดุประจำปี ไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 2
ชั้นที่ 3
7. มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นให้ซื้อ หรือจ้างไม่ปฏิบัต ิหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
     ความผิดอื่น
1. มีหน้าที่ใช้จ่ายเงินงบประมาณแต่ใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยปราศจากอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจตามกฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
2. มีหน้าที่จัดทำเอกสารเพื่อประกอบการดำเนินงาน หรือโครงการ ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือระเบียบที่บังคับใช้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  เจ้าหน้าที่
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 3
ชั้นที่ 4
3. ผู้บังคับบัญชาทำการบริหารการเงิน และการคลังด้วยความเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือเสียประโยชน์ที่พึงคาดหมายได้ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
-  ผู้บังคับบัญชา
ชั้นที่ 4
 
โทรศัพท์ภายใน 5023, 5024, 5025, 5026, 1714, 1715, 1717, 1900